มะเร็งเต้านม

ทางเลือกใหม่สำหรับ มะเร็งเต้านมทุกระยะ

คุณเนาวรัตน์ ไชยชมพู  ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ดูแลฟื้นฟูด้วย พอลลิติน

(ผลการดูแลฟื้นฟูขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกายผู้ป่วยแต่ละเคสด้วย)

*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับร่างกายแต่ละบุคคลด้วย*
*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับร่างกายแต่ละบุคคลด้วย*
*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับร่างกายแต่ละบุคคลด้วย*

ทางเรามีผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยมะเร็งจะคอยให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาทุกๆด้าน ตลอดการทานเพื่อช่วยให้การดูแลฟื้นฟูได้ผลดีที่สุดนะคะ

พอลลิติน (Pollitin) ช่วยผู้ป่วยมะเร็งได้อย่างไรบ้าง

  • ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายผู้ป่วยมะเร็ง
  • ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดเซลล์มะเร็ง
  • ช่วยเพิ่มค่าออกซิเจนในเลือด ซึ่งจะช่วยต้านการแพร่กระจายของมะเร็ง
  • ช่วยจัดการเซลล์มะเร็ง ยับยั้งไม่ให้มะเร็งแพร่กระจาย
  • ช่วยเพิ่มความแข็งแรงเม็ดเลือดขาว เพื่อจัดการเซลล์มะเร็ง
  • ช่วยฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วย ที่ได้รับผลกระทบจากการ คีโม ฉายแสง
  • ช่วยให้ร่างกายผู้ป่วยสามารถรับการรักษากับหมอได้ครบคอส (การผ่าตัด คีโม ฉายแสง)
  • ช่วยแก้อาการ เบื่ออาหาร ทานข้าวได้น้อย น้ำหนักลดลง นอนไม่หลับ ร่างกายอ่อนเพลีย
  • ช่วยลดอาการ ผมร่วง จากการ คีโม ฉายแสง

การทานจะจัดให้ทานเป็นเซต ขึ้นอยู่กับ ระยะของมะเร็ง และอาการของผู้ป่วย

รายละเอียดและสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ พร้อมราคา

คำถามที่พบบ่อย ?

  • พอลลิตินมีส่วนประกอบอะไรบ้าง ?

พอลลิติน (Pollitin) คือ สารสกัดธรรมชาติคุณภาพสูง สกัดจากอณูเกสรข้าวไรย์ภายใต้การผลิตและวิจัยด้วยเทคโนโลยีที่มี มาตรฐานเดียวกับการผลิตยาตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “NUTRACEUTICAL” หรือ “โภชนเภสัช สารอาหารบำบัด” ที่ได้รับค่ามาตรฐาน ORAC หรือ ค่าระดับความเข้มข้นของสารต้านอนุมูลอิสระ และ ค่า CAP-e Test หรือ ค่าความสามารถในการดูดซึมเข้าสู่เม็ดเลือดแดง ในระดับที่สูงมาก

  • ทำไมต้องทานหลายตัว ?

เนื่องจาก พอลลิติน (Pollitin) แต่ละตัวแยกกันทำงานในแต่ละระบบของร่ายกายที่ต่างกัน ซึ่งจะมีสารอาหารที่เหมาะสมในแต่ละระบบที่เหมาะสมที่สุด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะดูแลระบบต่างๆ ของร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ที่สุด โรคร้ายก็จะไม่สามารถอยู่กับเราได้

  • พอลลิติน (Pollitin) ช่วยจัดการมะเร็งได้อย่างไร ?

พอลลิติน (Pollitin) มีกรดอะมีโน วิตามิน แร่ธาต มากกว่า 300 ชนิด เมื่อทานเข้าไปแล้วร่างกายจะดูดซึมเข้าไปใช้งานได้ทันทีซึ่งจะเข้าไปช่วยเพิ่มความแข็งแรงระบบเม็ดเลือดขาว และรวมถึงเซลล์ต่างๆ ในระบบร่างกายได้รับสารอาหารที่เหมาะสมครบถ้วนทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

  • ต้องทานนานเท่าไหร่จึงจะเห็นผล ?

เนื่องจาก พอลลิติน (Pollitin) สามารถดูดซึมเข้าไปใช้งานได้ทันที จึงทำให้ผู้ทานจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังจากทานได้ประมาณ 2-3 ชั่วโมงแรก ซึ่ง พอลลิติน (Pollitin) จะทำงานได้ชัดเจนเมื่อทานไปได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ควรทานต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน ขึ้นไป และทานต่อเนื่อจนกว่าร่างกายจะเป็นปกติ

  • พอลลิติน (Pollitin) คือสมุนไพรใช่ไหม ?

พอลลิติน (Pollitin) คือ สารสกัดธรรมชาติคุณภาพสูง สกัดจากอณูเกสรข้าวไรย์ภายใต้การผลิตและวิจัยด้วยเทคโนโลยีที่มี มาตรฐานเดียวกับการผลิตยาตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “NUTRACEUTICAL” หรือ “โภชนเภสัช สารอาหารบำบัด” ซึ่งมีคุณสมบัติสูงกว่าสมุนไพร

  • ถ้าดีขนาดนี้ ทำไมไม่เอาไปไว้ในโรงพยาบาล ?

เนื่องจาก พอลลิติน (Pollitin) เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ นำเข้าในประเทศไทยในแบบอาหารเสริมจึงไม่เข้าพระราชบัญญัติยา จึงไม่ได้จำหน่ายในโรงพยาบาล

คุณเนาวรัตน์ ไชยชมพู  ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ดูแลฟื้นฟูด้วย พอลลิติน (ผลการดูแลฟื้นฟูขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกายผู้ป่วยแต่ละเคสด้วย)
คุณณิภา บุญอ้อม เป็นมะเร็งลำไส้ระยะที่ 3 ดูแลฟื้นฟูด้วย พอลลิติน (ผลการดูแลฟื้นฟูขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกายผู้ป่วยแต่ละเค
คุณวราภรณ์ แสงตาขุ่น รอดตายจากมะเร็งเต้านม (ผลการดูแลฟื้นฟูขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกายผู้ป่วยแต่ละเคสด้วย)
คุณอังควิภัค ลภัสรดาพิศุทร ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ระยะที่ 3 ดูแลฟื้นฟูด้วย พอลลิติน (ผลการดูแลฟื้นฟูขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกายผู้ป่วยแต่ละเคสด้วย)
คุณจิตรา มะเร็งเต้านม ตับ ไต ดูแลฟื้นฟูด้วย พอลลิติน (ผลการดูแลฟื้นฟูขึ้นอยู่กับสภา
คุณละอองดาว ผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหาร ระยะที่ 3 ดูแลฟื้นฟูด้วย พอลลิติน (ผลการดูแลฟื้นฟูขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกายผู้ป่วยแต่ละเคสด้วย)

จากสถิติกรมอนามัยโลก ปี ค.ศ. 2014 ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่กว่า 5,410 ราย และผู้เสียชีวิต 2,524 ราย อัตราการเสียชีวิตถูกจัดให้อยู่อันดับสอง ถ้าอย่างนั้น โรคมะเร็งเต้านมสามารถรักษาให้หายขาดได้ไหม? การตรวจพบในระยะแรกหรือทำการรักษาในระยะแรกเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา นอกจากนี้ การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้ ถึงแม้ว่าผู้ป่วยตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งเต้านมในระยะแพร่กระจายแล้ว ถ้าหากมีการเลือกแผนการรักษาที่เหมาะสม ก็สามารถที่จะได้รับผลการรักษาที่ดีและเอาชนะโรคภัยได้ เทคนิคแบบบาดแผลเล็กนี้ ผลข้างเคียงต่ำ บาดแผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลีกเลี่ยงการตัดเต้านมทิ้ง หลีกเลี่ยงความเจ็บปวดจากผลข้างเคียง

มะเร็งเต้านมสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทได้ตามลักษณะจุลภาคของเซลล์มะเร็ง ซึ่งมะเร็งส่วนใหญ่เป็นเนื้องอกที่มาจากเซลล์เยื่อบุผิว ในความเป็นจริงแล้ว มะเร็งเต้านมจะถูกเรียกว่า「มะเร็งที่เกิดจากต่อม」 ซึ่งเซลล์มะเร็งมาจากเนื้อเยื้อต่อม นอกจากนี้ ยังมีประเภทอื่น ตัวอย่างเช่น เกิดจากกล้ามเนื้อ ต่อมไขมันหรือก้อนเนื้อของระบบเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน จึงจะสามารถแบ่งประเภทมะเร็งเต้านมตามทฤษฎีทางการแพทย์ได้ดังนี้คือ สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ มะเร็งเต้านมในแหล่งกำเนิดกับมะเร็งเต้านมที่ลุกลามไปยังท่อน้ำนม

มะเร็งเต้านมชนิดInflammmatory Breast Cancer(IBC)มะเร็ง Paget’s disease ของหัวนม มะเร็งเต้านมชนิดAngiosarcoma คืออะไร

  มะเร็งเต้านมแบบไม่ลุกลามออกนอกท่อน้ำนม(DCIS)หมายถึงมะเร็งที่เกิดในท่อน้ำนมและไม่แพร่กระจาย DCIS เริ่มเกิดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมเกิดขึ้นในระดับ DNA ของเซลล์ท่อน้ำนมในเต้านม ทำให้เซลล์เกิดความผิดปกติขึ้น อย่างไรก็ตามเซลล์เหล่านี้จะไม่ได้แพร่กระจายออกนอกท่อน้ำนม

  มะเร็งเต้านมแบบลุกลามออกนอกท่อน้ำนม( invasive ductal carcinoma ,IDC)คือมะเร็งเต้านมแบบลุกลามที่พบบ่อยที่สุด มะเร็งชนิดนี้จะเริ่มจากท่อน้ำนมทะลุผ่านผนังท่อน้ำนมทำให้มีการลุกลามไปยังเนื้อเยื้อใกล้เคียง และอาจลุกลามโดยผ่านทางต่อมน้ำเหลืองหรือกระแสเลือดก็ได้ ผู้ป่วยประมาณ 10 รายที่พบว่าเป็นมะเร็งแบบลุกลามจะมี 8รา ยที่พบว่าเป็นมะเร็งเต้านมแบบลุกลามออกนอกท่อน้ำนม

มะเร็งต่อมน้ำนมแบบลุกลาม Invasive lobular carcinoma (ILC) เกิดขึ้นจากต่อมผลิตน้ำนม เรียกว่า lobules และมีความสามารถในการแพร่ไปยังส่วนอื่นๆของร่างกายได้เหมือน IDC American Cancer Society พบว่าประมาณ 1 ใน 10 ของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมลุกลามจะเป็นชนิด ILC

  มะเร็งเต้านมชนิดInflammmatory Breast Cancer(IBC)

  มะเร็งเต้านมชนิดนี้มีเพียง 1-3%ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด แต่ก็พบว่าเป็นมะเร็งเต้านมที่รุนแรงที่สุด ลักษณะสำคัญของมะเร็งชนิดนี้คือผิวหนังจะแดงบวมและมีลักษณะเหมือนเปลือกส้ม ซึ่งเกิดจากเซลล์มะเร็งลุกลามมายังผิวหนังและอุดท่อน้ำเหลือง บางครั้ง IBC ระยะแรกๆจะสับสนกับการติดเชื้อของเต้านม(mastitis) และถูกรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ไม่มีประโยชน์ในการรักษามะเร็งชนิดนี้ IBC มักไม่เห็นก้อนนูนหรือก้อนมะเร็งผิดกับมะเร็งเต้านมชนิดอื่น ทำให้การตรวจใน mammogram สามารถเห็นได้ยาก

  มะเร็ง Paget’s disease ของหัวนมนั้นเป็นรูปแบบหนึ่งของมะเร็งเต้านม ซึ่งพบได้ประมาณ 1% ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด โรคนี้จะเริ่มต้นที่ท่อน้ำนมภายในเต้านมก่อนที่จะแพร่กระจายไปยังผิวหนังบริเวณหัวนมและลานนม มีอาการคล้ายผิวหนังอักเสบเป็นผื่นแดงและตกสะเก็ดเล็กน้อยที่หัวนม อาจรวมถึงอาการซ่าๆ คัน เป็นรอยไหม้ ปวด และอาจมีของเหลวไหลออกมาจากหัวนมผู้หญิง

  Angiosarcoma เป็นมะเร็งที่หาได้ยากซึ่งเริ่มขึ้นในเซลล์ที่เป็นเส้นเลือดหรือต่อมน้ำเหลือง เป็นส่วนน้อนที่จะเกิดขึ้นบริเวณทรวงอก บางครั้งจะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาด้วยการฉายแสง(จะพบอาการหลังจากฉายแสงผ่านไปแล้ว 5 – 10 ปี) Angiosarcoma มีแนวโน้มที่จะเติบโตและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและแนวทางในการรักษาจะคล้ายกับ sarcoma ชนิดอื่น ๆ

มะเร็งต่อมน้ำนมเป็นโรคมะเร็งร้ายแรงที่เจอบ่อยสำหรับผู้หญิงการผ่าตัดของมะเร็งต่อมน้ำนมจะทำให้รูปร่างเกิดการเปลี่ยนแปลงและมีผลข้างเคียงจากเคมีบำบัด มักจะทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาทางร่างกายและจิตใจสภาพทางจิตใจของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำนม

การกลัวมะเร็งต่อมน้ำนม เนื่องจากผู้ป่วยทุกคนมีความเข้าใจกับมะเร็งต่างกัน ผู้ป่วยมักจะสอบถามข้อมูลเกี้ยวกับโรคของตนเองครั้งแล้วครั้งเล่าจากพยาบาลและผู้ป่วยที่เป็นโรคเดียวกับตนเอง จนทำให้ตนเองยิ่งฟังยิ่งสับสน การมองโลกในแง่ร้ายและการผิดหวัง เมื่อผู้ป่วยทราบว่าตนเองเป็นมะเร็งแน่นอน มักจะมีอาการมองโลกในแง่ร้ายและผิดหวัง ไม่มีอารมณ์และไม่ไปรักษาอย่างแข็งขัน จนกระทั่งอยากฆ่าตัวตาย การเริ่มอายตัวเอง ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมน้ำนมส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ซึ่งมักจะกลัวสามีรังเกียจเนื่องจากตนเองเป็นโรคเต้านมหรือมีการเปลี่ยนแปลงทางรูปทรง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นคนเก็บตัว มักจะทรมานและทนความเจ็บปวดอย่าง   สาหัสและมีอารมณ์ปั่นป่วน การยอมรับความจริงและมีความประสงค์ที่จะรอดชีวิต เมื่อผู้ป่วยได้ผ่านการบอบช้ำทางจิตใจต่างๆ ผู้ป่วยมักจะมีอาการทางจิตที่สงบและยอมรับความจริง โดยมีท่าทีแข็งขันในการรักษามะเร็งต่อมน้ำนม การบำบัดการดื้อยา หลังจากผู้ป่วยได้รับการบำบัดเป็นระยะเวลาหนึ่ง มักจะมีผลข้างเคียงของเคมีบำบัดอย่างสาหัส จนทำให้ผู้ป่วยย่อท้อและไม่มีความมั่นใจในการต่อสู้กับโรค ซึ่งไม่ดีต่อการบำบัดเป็นอย่างมาก

ความสัมพันธ์ระหว่างอาหารการกินและมะเร็ง

ปัจจุบันสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อัตราการเป็นมะเร็งสูงขึ้นก็คือการเปลี่ยนแปลงอาหารการกินของมนุษย์ในหลายปีที่ผ่านมา ตามการสำรวจ คนเราในปัจจุบันมักทานอาหารที่มีไขมันสูง ไม่ค่อยออกกำลังกายและสูบบุหรี่ ส่วนผู้หญิงมักมีประจำเดือนในอายุน้อยและหยุดประจำเดือนช้า ทั้งนี้จะทำให้อตัราการเป็นมะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกวัน การทานอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสมสามารถป้องกันมะเร็งอย่างมีประสิทธิภาพได้ ต่อไปนี้

การทานอาหารสดและมีการผลัด

สาเหตุที่ทำให้เป็นมะเร็งมีเยอะมาก ซึ่งไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง ดังนั้น หากทานโภชนาการอย่างเดียวจึงไม่สามารถป้องกันมะเร็งได้ เราควรทานอาหารสดและมีการผลัด ซึ่งสามารถทำให้คนเราไม่ขาดแคลนโภชนาการอย่างใดอย่างหนึ่งและช่วยเราป้องกันมะเร็ง

ผักและผลไม้เป็นอาวุธที่ป้องกันมะเร็ง

การใช้ชีวิตในประจำวันของเราเต็มไปด้วยอนุมูลอิสระ ส่วนผักและผลไม้ประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นธรรมชาติ จึงสามารถลดเซลล์มะเร็งให้น้อยลงได้ อย่างเช่น วิตามิน C วิตามิน E เบตาคาโรทีน ธาตุซีลีเนียม ธาตุสังกะสีละธาตุแมงกานีสที่ในผักและผลไม้ล้วนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นธรรมชาติ นอกจากนี้แล้ว ผักและผลไม้ยัวประกอบด้วยโพลิฟีนอล วิตามิน P และไฟโตสเตอรอล ทั้งนี้ก็เป็นสารที่ต่อต้านมะเร็งได้ดี

ทนขมได้

นักวิทยาศาสตร์เห็นว่าอาหารที่มีรสชาติขม เช่น มะระและผักป่าเป็นที่มาสำคัญของวิตามิน B12 ซึ่งมีไซยาไนด์ ไซยาไนด์ไม่ทำลายเซลล์ทั่วไปและทำลายเซลล์มะเร็งได้ นอกจากนี้แล้วยังระงับเอนไซม์ของไซโทโครมได้ด้วย

ทานรสเปรี้ยว

ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวประกอบด้วยวิตามิน C สูงและสามารถป้องกันมะเร็งได้ นมเปรี้ยวและผักเปรี้ยวสามารถแตกแยกน้ำตาลเป็นกรดแล็กติก ซึ่งสามารถระงับการเติบโตของเชื้อราในลำไส้ใหญ่ ลดสารพิษให้น้อยลงและทำลายสารมะเร็ง ทั้งนี้จะป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งไส้ตรงอย่างมีประสิทธิภาพได้

ครอบครัวจะดูแลผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร

ครอบครัวของผู้ป่วยคือผู้ช่วยที่ดีที่สุด แต่การเป็นครอบครัวที่ดีของผู้ป่วยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาต้องเสียสละอย่างมาก ต้องทำอย่างไรจึงจะเป็นครอบครัวที่ดีของผู้ป่วยได้ ครอบครัวจะต้องตระหนักถึงหลัก 5 ข้อนี้

ข้อ 1 ปรับสภาพจิตใจของตัวเอง

เมื่อคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็ง ครอบครัวของผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็ต้องรู้สึกตกใจอย่างมากด้วยเช่นกัน ต้องประสบช่วงเวลาอันตึงเครียด วิตกกังวลหรือกระทั่งความหวาดกลัว คิดถึงอนาคตข้างหน้าต้องดูแลผู้ป่วย มีผลกระทบต่อการเรียน การทำงาน รวมถึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ครอบครัวเองก็มักจะต้องแบกรับแรงกดดันอันหนักอึ้งนี้ ดังนั้นคนในครอบครัวมีความจำเป็นต้องปรับสภาพจิตใจของตัวเอง ยอมรับความจริง มีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นต่อภาระที่เพิ่มมากขึ้น และต้องเชื่อว่าหลังจากรับการรักษาแล้วผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่จะมีอาการที่ดีขึ้น มีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น

ข้อ 2 มอบความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ การปลอบประโลมและการดูแลใส่ใจให้แก่ผู้ป่วย

เมื่อคนในครอบครัวดูแลผู้ป่วยมักจะต้องเล่นบทบาทของจิตแพทย์ ซึ่งสำคัญมาก เมื่อผู้ป่วยมีความกังวล ข้อสงสัย ความกลัว ฯลฯ ผู้ที่จะเข้าใจได้มากที่สุดคือบุคคลที่ใกล้ชิดอย่างคนในครอบครัว ความต้องการบางอย่างที่ผู้ป่วยต้องการเป็นพิเศษ ครอบครัวควรเข้าใจและทำให้เขาพอใจ อย่าใจร้อนกับผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอ่อนไหวต่อการใช้ชีวิตโดดเดี่ยวเป็นอย่างมาก มักจะรู้สึกว่าตนเองถูกทอดทิ้ง หากไม่มีการสนับสนุนจากคนในครอบครัว ผู้ป่วยจะรู้สึกขาดที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ทำให้สูญเสียกำลังใจในการรักษา

ข้อ 3 พูดคุยสื่อสารกับแพทย์และพยาบาลเจ้าของไข้ให้มาก

คนในครอบครัวควรพูดคุยกับแพทย์ประจำตัวผู้ป่วยและพยาบาลผู้เชี่ยวชาญให้มาก เพื่อเข้าใจแผนการรักษาของแพทย์และการเตรียมการ สนับสนุนให้กำลังใจผู้ป่วยเข้ารับการรักษา ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมก่อนและหลังการรักษา มีความเข้าใจถึงอาการและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังการรักษา สังเกตอาการผู้ป่วยและรายงานให้แพทย์ทราบอย่างถูกต้องและทันเวลา เพื่อสร้างการสื่อสารที่ดีระหว่างแพทย์และผู้ป่วย

ข้อ 4 การดูแลชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

ครอบครัวจำเป็นต้องเตรียมการอาหารกิน ชีวิตประจำวัน และการออกกำลังฟื้นฟูให้ผู้ป่วยอย่างเหมาะสม มั่นศึกษาความรู้และทักษะในการดูแล สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืนควรอยู่เคียงข้างผู้ป่วยให้มากขึ้น ให้ความช่วยเหลือ ทั้งการป้อนข้าว ประคองตัว การอาบน้ำ และรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยในระยะฟื้นตัว ครอบครัวต้องปลูกฝังให้พวกเขามีความคิดที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ ความใส่ใจที่มีมากเกินไปอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแย่ หรือทำให้พวกเขามีจิตใจพึ่งพาผู้อื่น ซึ่งจะเป็นผลกระทบต่อความสามารถในการปรับตัวให้เข้าชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

ข้อที่ 5 ใส่ใจสุขภาพกายและใจของตนเอง ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

ขณะที่คนในครอบครัวให้การดูแลผู้ป่วย เวลาเดียวกันก็ต้องวุ่นกับชีวิตประจำวันของตนเอง ต้องแบกรับภาระทางจิตใจมากมาย ภายใต้แรงกดดันระยะยาวนี้ คนในครอบครัวอาจจะรู้สึกเหนื่อยหรือขาดกำลังใจ อารมณ์ไม่มั่นคง ดังนั้นหากจะดูแลผู้ป่วยให้ดี คนในครอบครัวเองต้องทานอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนให้เพียงพอด้วย ทุกคนในครอบครัวต้องสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อผู้ป่วยและครอบครัว ต้องไม่มีการตำหนิกันและกัน ไม่ทะเลาะ ควรยับยั้งชั่งใจและเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ในความเป็นจริงทุกครอบครัวเมื่อพบกับความลำบากยิ่งเป็นการเพิ่มความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น การเผชิญหน้ากับความจริง

ส่งด่วน ส่งเร็ว ส่งไว จัดส่งกับขนส่งมาตรฐาน มั่นใจได้